|
ตามรอยพระบรมราโชวาท ตอน หลักธรรมกับเศรษฐกิจพอเพียง

"...คำว่า พอเพียง
มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้
หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น
แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า
เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง..." "...พอเพียงนี้ก็หมายความว่า
มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอแม้
บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข
ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำสมควรที่จะปฏิบัติ..."
"...Self-Sufficiency นั้นหมายความว่า
ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น
อยู่ได้ด้วยตัวเอง..." "...คนเรา ถ้าพอในความต้องการ
ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียน
คนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด คิดอันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ
มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ
ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเรา ก็อยู่เป็นสุข..."
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ
ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พระราชทานในแต่ละครั้ง ล้วนนำมาซึ่ง ประโยชน์แก่
พสกนิกรอย่างใหญ่หลวง
และมีสาระที่ตรงตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
พระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจ พอเพียงนี้
มีหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ๒-๓ หลักเป็นอย่างน้อย ได้แก่ (๑)
หลักธรรมการรู้จักประมาณ พอประมาณ หรือมัตตัญญุตา (๒)
หลักธรรมการเว้นจากความเบียดเบียน หรืออวิหิงสา และ (๓)
หลักธรรมการดำเนินชีวิตใน ทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา ใน
Newsletter ฉบับนี้
จึงสืบค้นหลักธรรมดังกล่าวด้วยพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์
เพื่อศึกษาถึงเนื้อหา โดยย่อต่อไปนี้
กำหนดค้นด้วยคำว่า รู้จักประมาณ
คำว่า รู้จักประมาณ นั้น ปรากฏในพระไตรปิฎกจำนวนมาก
เกี่ยวข้องทั้งการกระทำ คำพูด และความคิด คือ ทำอะไร
อย่างพอประมาณ พูดอะไรแต่พอประมาณ
หรือถึงคิดอะไรแต่พอประมาณ
แต่คำที่เกี่ยวข้องและใกล้กับนิยามในเรื่อง
เศรษฐกิจพอเพียง คือการรู้จักประมาณ (มัตตัญญุตา) คำว่า
รู้จักประมาณนี้ คือ รู้จักความพอดี นั่นเอง หมายถึง
รู้จักขอบเขต ความพอเหมาะที่จะจัดทำหรือ
ดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รู้จักทำให้ลงตัว ให้พอดี
ไม่มากเกิน หรือไม่น้อยเกิน
พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย ให้รู้จักประมาณ
ในการดำเนินชีวิตไม่แสวงหาปัจจัยสี่ โดยการหลอกลวง
ชาวบ้านรู้จักประมาณในเครื่องอุปโภคบริโภค พระพุทธ
องค์จัดไว้ ในหมวดธรรมหมวดหนึ่งเรียกว่า สัปปุริสธรรม
คือข้อปฏิบัติสำหรับคนดี ๗ ประการ ได้แก่ (๑)
ความเป็นผู้รู้จักเหตุ (๒) ความเป็นผู้รู้จักผล (๓)
ความเป็นผู้รู้จักตน (๔) ความเป็นผู้รู้จักประมาณ (๕)
ความเป็นผู้รู้จักกาล (๖) ความเป็นผู้รู้จักบริษัท/ชุมชน
(๗) ความเป็นผู้รู้จักบุคคล ซึ่งหลักธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้
ล้วนแล้วแต่นำไปสู่ผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตแก่บุคคลทุกระดับ
แม้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หากประยุกต์ใช้หลักธรรม
อย่างเหมาะสม
ย่อมจะเข้าใจถึงปรัชญาและนำไปสู่ภาคปฏิบัติจริงได้ เช่น
การกำหนดเป้าหมาย ในการดำเนินชีวิตให้ถูก
คือการรู้จักผลหรือเป้าหมายจุดหมายที่จะดำเนินไป
(รู้จักผล) แล้วกำหนดเหตุหรือแสวงหา
แนวทางที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น (รู้จักเหตุ)
รู้จักหรือรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงว่าอยู่ในฐานะตำแหน่งอะไร
หน้าที่อะไร มีกำลัง แค่ไหน วิเคราะห์ศักยภาพตัวเองได้
(รู้จักตน) รู้จักช่วงเวลา
รู้จักการวางแผนงานให้ตรงกับกาลเทศะ รู้จักสังคมหรือชุมชน
แนวโน้มกระแสโลก (รู้จักชุมชน) รู้จักบุคคลที่เกี่ยวข้อง
(รู้จักบุคคล)
เพราะฉะนั้น
พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทาน
เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นย่อมเนื่องด้วยหลักธรรม
ในพระพุทธศาสนา ข้อว่าด้วย การรู้จักประมาณ ที่สอนให้
พสกนิกรจัดสรรชีวิตให้ลงตัวให้พอดี จึงจะได้ชื่อว่า พอมี
พอกิน ส่วนหลักธรรมข้อว่าด้วยความไม่เบียดเบียน หรือ
อวิหิงสาที่จะนำไปสู่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
อย่างไร นั้น ค่อยติดตามในฉบับหน้า
ขอฝากคติส่งท้ายประจำฉบับนี้ว่า ตึกมั่นคงด้วยอิฐ
ชีวิตมั่นคงด้วยความพอเพียง |